เกร็ดความรู้ดีๆ จาก  ประกันภัยรถยนต์ โปรโมชั่น ประกันรถยนต์ ดีๆ
เบื่อซ่อม อยากขาย ไว้ใจ  รถยนต์มือสอง ตลาดรถ รับฝากขายรถมือสอง เปรียบเทียบรถยนต์ ฟรี!!

รถหรูซูเปอร์คาร์ เตรียมใจ คปภ. เล็งรื้อเกณฑ์รับประกันภัยใหม่ เพิ่มดีดักสำรองจ่าย กำหนดอายุคนขับแทนราคารถ ขณะที่ขาใหญ่บอยคอตต์-งดรับประกันแล้วบางยี่ห้อ ด้าน บมจ.กรุงเทพประกันภัย ชูมือหนุนปรับเกณฑ์รับประกันช่วยลดความเสี่ยง-ขาดทุน

Unknown Object

กรณีที่สมาคมประกันวินาศภัยไทย มีแนวคิดที่จะปรับเกณฑ์ รายละเอียด และเงื่อนไขการรับประกันภัยสำหรับรถหรู (ซูเปอร์คาร์) โดยตั้งเป้าให้ทางสมาคมปรับเปลี่ยนเงื่อนไขพร้อมเสนอสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภายในไตรมาสสองของปีนี้
ต่อประเด็นดังกล่าว ด้านนายอานนท์ วังวสุ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผย ในส่วนของ บมจ.กรุงเทพประกันภัย โดยมองว่าการปรับเกณฑ์การรับประกันจะทำให้การรับประกันรถหรูดีขึ้น ซึ่งเกณฑ์ใหม่จะเป็นการรื้อเกณฑ์การรับประกันภัยทั้งระบบ โดยแยกรถหรูออกมาเป็นกรมธรรม์นอกเหนือจากประกันภัยรถปกติ
"อย่างไรก็ดี เกณฑ์ใหม่จะอิงจากตัวคนขับต่างจากเดิมที่จะอิงจากราคารถ ข้อดีที่เปลี่ยนไป คือ บริษัทสามารถกำหนดจำนวนผู้ทำประกันภัย 2 คน จากเดิมที่อาจไม่กำหนด หรือกำหนดเพียงคนเดียว และยังป้องกันเหตุการณ์ที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุมักเข้าข่ายพ่อทำลูกขับ"
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปีก่อน บริษัทรับประกันภัยรถหรูประมาณ 1,000 คัน โดยเป็นรถพอร์ช (ปอร์เช่) ประมาณ 60% หรือ 600 คัน, เฟอร์รารี่ ลัมโบร์กินี โลตัสและอื่นๆ รวมประมาณยี่ห้อละ 40-50 คัน คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับ 100-200 ล้านบาท โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้เน้นการพิจารณารับประกันภัยรถกลุ่มนี้อย่างเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุสำหรับรถ "ซูเปอร์คาร์" แม้จะมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุต่ำ แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วความเสียหายแต่ละครั้งถือว่าสูงอย่างมาก ซึ่งมีไม่น้อยที่พอมีกำไรจากการรับประกัน 11 เดือน แต่มาเดือนที่ 12 เกิดเหตุ ทำให้เกิดเคลมและสินไหมต่อครั้งไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านบาท ทำให้ 1 ปี เคลมแค่ 1 คันบริษัทก็ขาดทุนจากการรับประกันภัยแล้ว ดังนั้น เมื่อพิจารณาความเสี่ยง รถกลุ่มนี้ถือว่าเสี่ยงมากกว่ารถปกติ ซึ่งซูเปอร์คาร์มีอัตราความเสี่ยง (Loss Ratio) สูงเกินกว่า 80-90% ขณะที่กลุ่มรถทั่วไปสูงสุดไม่เกิน 70-80%
"ปัจจุบันต้องยอมรับว่า รถหรู หรือ ซูเปอร์คาร์ เป็นกลุ่มรถที่มีความเสี่ยงสูง บริษัทที่เข้ามารับประกันมีเพียงไม่กี่ราย และเริ่มเห็นทิศทางที่บริษัทคัดเลือกงานมากขึ้น โดย 1-2 ปีที่ผ่านมาหากรถกลุ่มไหนที่ความเสี่ยงสูง บริษัทก็เริ่มที่จะไม่รับประกัน เช่น ลัมโบร์กินี, เฟอร์รารี่, แอสตัน มาร์ติน, หรือหากรับอัตราเบี้ยก็แพงมากขึ้น ในส่วนของ บมจ.กรุงเทพประกันภัย ก็เริ่มคัดรถมากขึ้น กลุ่มไหนที่เสี่ยงก็อาจจะงดรับประกัน"
แหล่งข่าวจากคปภ. กล่าวว่า ได้ขอข้อมูลไปยังบริษัท ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท จำกัด หรือ TID เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาปรับเพิ่มพิกัดและรายละเอียดการรับประกันภัยรถยนต์หรู โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้รายละเอียดมาประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ การเปลี่ยนรายละเอียดการรับประกันเป็นการอิงกับตัวผู้ขับ ถือเป็นอีกพัฒนาการของธุรกิจประกันภัยไทย ส่วนตัว คปภ.ก็เห็นด้วย และพร้อมที่จะพัฒนาให้การรับประกันภัยใกล้เคียงกับระดับสากล
"รายละเอียดใหม่ คือ การคิดเบี้ยประกันจะอิงจากตัวผู้ขับมากกว่าอิงไปที่ราคารถ พร้อมทั้งจะระบุรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น กำหนดอายุ หากอายุไม่ถึง 30 ปี อัตราเบี้ยจะสูงกว่าหลายเท่า รวมถึงกำหนดจำนวนผู้เอาประกัน ตลอดจนค่าเสียหายส่วนแรก เป็นต้น ซึ่งการปรับรายละเอียดจะไม่กระทบเนื่องจากตลาดรถซูเปอร์คาร์ เนื่องจากเป็นตลาดเฉพาะ จำนวนผู้ขับไม่ถึง 5% ของตลาดรถยนต์ทั้งประเทศ"
ขณะที่นายนที ไชกาล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทน บมจ. วิริยะประกันภัยกล่าวว่า ตลาดประกันภัย Super car ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรถที่มีสมรรถนะและราคาสูง ราคาต่อคันเริ่มตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ดังนั้น กลุ่มนี้จึงเป็นตลาดที่ค่อนข้างจำกัด โดยประเทศมีอยู่ราว 2-3 พันคัน กรณีแนวคิดดังกล่าวหากจะมีการปรับเกณฑ์การรับประกันภัย มองว่าแทบไม่มีผลต่อการทำประกัน ตรงข้ามกลับส่งผลดี ช่วยให้บริษัทสามารรถกำหนดอัตราเบี้ยได้ตามจริง อิงตามเงื่อนไข
"บริษัทวิริยะฯ เองเพิ่งเข้ามาเจาะตลาดรถหรูจริงจังเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทกำหนดเงื่อนไขการรับประกันภัยรถหรูเอาไว้อย่างรัดกุม ป้องกันไม่ให้อัตรากรเกิดความเสียหาย (Loss Ratio) สูงเกินค่ามาตรฐานที่ 70% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับรถปกติ ยกตัวอย่างเช่น ลัมโบร์กินี จะต้องกำหนดชื่อผู้ทำประกันภัย 2 คน มีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) 2 แสนบาทต่อครั้ง โดยคิดค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นกว่า 7 แสนบาท ต่อทุนประกันภัยรถยนต์ 25-30 ล้านบาท รายละเอียดกรมธรรม์จะมีลักษณะคล้ายกัน โดยข้อดีของรถกลุ่มนี้ คือ กรณีเกิดความเสียหายเล็กน้อย (กรณีฝ่ายถูก-ผิด) ส่วนใหญ่เจ้าของจะทำการซ่อมเอง แต่กรณีที่เกิดความเสียหายหนัก หรือเสียหายทั้งคัน จึงจะเริ่มเรียกเคลมสินไหม"
นอกจากนี้ ก่อนรับประกันภัยยังเข้มงวด เนื่องจากรถกลุ่มดังกล่าวง่ายต่อการถูกสวมทะเบียน เลี่ยงภาษี ดังนั้น บริษัทจึงเน้นรับประกันภัยจากบริษัทดีลเลอร์รถยนต์เท่านั้น โดยรถหรูที่บริษัทรับประกันภัยอยู่ตอนนี้มีประมาณ 5-10 แบรนด์ อาทิ ลัมโบร์กินี, เฟอร์รารี่, ปอร์เช่ ส่วนกรณีของรถเบนซ์จะแตกต่างจากรถหรูทั่วไป คือ ลูกค้าไม่ต้องมีค่าดีดักหรือสำรองจ่าย เนื่องจากถูกจัดเป็นกลุ่มรถราคาสูง แต่ไม่ใช่ซูเปอร์คาร์

www.thanonline.com
ที่มาของข่าว :: นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,946 วันที่ 8-10 พฤษภาคม 2557

Comment

Comment:

Tweet